การแก้ไขอาคารทรุด(ตอน1)

ลักษณะของรอยร้าวรูปแบบต่างๆที่ได้กล่าวมา คงพอทำให้ท่านผู้อ่านสามารถสำรวจและหาสาเหตุรอยแตกร้าวในบ้านของท่านเองได้ และเมื่อทราบสาเหตุที่แน่นอนแล้วทำการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการก็จะทำให้อาคารมีความมั่นคงแข็งแรงและปัญหารอยร้าวก็จะหมดไป สำหรับปัญหารอยร้าวที่เกิดจากโครงสร้างรับน้ำหนักบรรทุกเกินกำลัง ได้แนะนำให้เสริมโครงสร้างด้วยเหล็กรูปพรรณหรือคาร์บอนไฟเบอร์ไปแล้ว ฉบับนี้จะกล่าวถึงแนวทางแก้ไขเมื่อพบว่าฐานรากของอาคารทรุดตัวผิดปกติว่าควรทำอย่างไรบ้างตามความเป็นจริงแล้วอาคารทุกหลังย่อมต้องมีการทรุดตัว ไม่ว่าอาคารจะวางบนเสาเข็มสั้นหรือยาวเพียงใดก็ตาม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะน้ำหนักที่กดลงเสาเข็มจะส่งผ่านลงสู่ดินโดยรอบ เนื่องจากดินมีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงเสียรูปได้ง่ายเมื่อมีน้ำหนักมากระทำดังนั้นเมื่อดินรับน้ำหนักที่ส่งถ่ายมาจากเสาเข็มย่อมเกิดการยุบตัวหรือขยับตัวในระดับหนึ่ง การทรุดตัวของบ้านจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ และมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีการเพิ่มน้ำหนักบรรทุกลงดิน เช่น ขณะกำลังก่อสร้างบ้าน หรือเมื่อสร้างบ้านแล้วเสร็จใหม่ๆ แต่การทรุดตัวที่เกิดขึ้นนั้นต้องมีปริมาณไม่มากและต้องมีค่าลดน้อยลงจนท้ายที่สุดต้องหยุดการทรุดตัวเมื่อแบกรับน้ำหนักบรรทุกคงที่เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วบ้านที่มีปัญหาทรุดตัวผิดปกติคือ ทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง ทรุดตัวเป็นปริมาณมากๆ ทรุดตัวไม่เท่ากัน หรือทรุดเอียงการทรุดตัวผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดหรือบกพร่องในส่วนของฐานรากทั้งสิ้น และการทรุดตัวที่ผิดปกตินี้จะฟ้องให้เห็นในระหว่างทำการก่อสร้างหรือก่อสร้างแล้วเสร็จใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอให้ใช้งานแล้วจึงทรุดตัวให้เห็น เพราะหากฐานรากมีปัญหาบกพร่องเพียงแค่น้ำหนักของอาคารเองก็ไม่สามารถแบกรับไหว ดวยเหตุผลนี้จึงเป็นข้อพิจารณาอย่างหนึ่งสำหรับท่านที่จะเลือกซื้อบ้าน หากบ้านหลังใดมีปัญหาฐานรากก็จะมีรอยแตกร้าวเกิดขึ้นที่ตำแหน่งเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นควรสำรวจบ้านที่จะซื้อว่ามีรอยร้าวหรือมีแผลเป็นจากการซ่อมแซมที่มีลักษณะคล้ายรอยที่เกิดจากฐานรากทรุดตัวหรือไม่ และทางที่ดีควรทิ้งระยะเวลาอย่างน้อย 2 -3 เดือนเพื่อตรวจซ้ำดูว่ายังเกิดรอยร้าวเช่นเดิมอีกไหมรอยร้าวที่เกิดจากฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากันมักจะเกิดที่ผนังเป็นอันดับแรก และผนังชั้นล่างจะแตกร้าวก่อนผนังชั้นบน รอยร้าวอาจเกิดที่กลางผนังเป็นรอยแตกเฉียง หรือเกิดที่ผนังใกล้ขอบเสา หากเป็นรอยแตกที่กลางผนังให้ลากเส้นตั้งฉากคร่อมรอยร้าวปลายเส้นด้านล่างจะชี้ตำแหน่งฐานรากที่ทรุดตัว หากแตกที่ผนังขอบเสาให้สังเกตว่าปลายของรอยร้าวโค้งไปทางด้านใด เสาหรือฐานรากที่รอยร้าวโค้งไปหานั้นเป็นตำแหน่งที่เกิดการทรุดตัวนอกเหนือจากรอยแตกที่ผนังแล้วยังมีรอยแตกที่คาน พื้น และเสาที่มีให้สำรวจได้อีก(ฉบับเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน) แต่แนะนำว่าควรแก้ไขทันทีเมื่อพบผนังแตกร้าวในลักษณะดังกล่าวไม่ควรรอจนโครงสร้างส่วนอื่นแตกร้าวก่อนแล้วค่อยแก้เพราะเป็นอันตรายต่อการใช้งานและการแก้ไขจะยุ่งยากมากขึ้น เมื่อพบรอยร้าวที่บ่งชี้ว่าฐานรากของอาคารทรุดตัวผิดปกติ ควรดำเนินการต่อไปนี้
1. ทำเครื่องหมายเพื่อเป็นข้อสังเกตความเปลี่ยนแปลง เช่น ขีดเส้นตั้งฉากพาดผ่านรอยร้าว วัดความยาวของเส้นไว้ประมาณ 3 – 5 ซม. และขีดเส้นคั่นปลายรอยร้าวพร้อมลงวันเวลาที่ขีดเส้นไว้ หากรอยแตกเพิ่มขึ้นจะสังเกตได้จากความยาวของเส้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือปลายของรอยร้าวแตกเลยเส้นที่ขีดคั่นไว้ทำการตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆจะทำให้ทราบเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากน้อยเท่าใดหากเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ในหนึ่งสัปดาห์รอยแตกกว้างและยาวกว่าเดิมมากจัดว่าเป็นอันตรายควรแก้ไขทันที
2 ติดต่อช่างหรือวิศวกรให้ทำการสำรวจสภาพการทรุดตัว วิศวกรหรือช่างจะทำการสำรวจโดยใช้กล้องระดับที่มีความละเอียดสามารถอ่านค่าทรุดตัวได้เป็นจุดทศนิยมของมิลลิเมตร ปกติจะสำรวจสภาพการทรุดตัวสำหรับอาคารหลังหนึ่งๆไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ระยะห่างแต่ละครั้งประมาณ 15 – 30 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้สำรวจ ผลสำรวจจะทำให้ทราบว่าฐานรากตำแหน่งใดบ้างที่ทรุดตัวผิดปกติ และมีอัตราการทรุดตัวมากน้อยเท่าใด
3 ปรึกษาวิศวกรเพื่อทำการแก้ไขฐานรากที่ทรุดตัวผิดปกติต้องทำการแก้ไขด้วยการเสริมเสาเข็มใหม่ อย่าเชื่อว่าเมื่อปล่อยให้ทรุดต่อไปแล้วจะหยุดทรุดตัวได้เอง เพราะความบกพร่องของเสาเข็มหรือฐานรากยังคงอยู่และยังทำให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง เมื่อนำปัญหาไปปรึกษาวิศวกรจะได้รับคำแนะนำให้เสริมเสาเข็มพร้อมทั้งแนวทางการค้ำยันและหลักการป้องกันอื่นๆที่ควรเตรียมการ
พื้นถนนด้านนอกของอาคารทรุดจมลงเช่นนี้ เป็นผลจากฐานรากของอาคารทรุดตัวแล้วดึงให้ถนนทรุดตามไปด้วย
การสำรวจสภาพการทรุดตัวของอาคารโดยใช้กล้องระดับที่อ่านค่าได้ละเอียดเป็นจุดทศนิยมของมิลลิเมตร